สายไฟเบอร์ออฟติก SM กับ MM ต่างกันอย่างไร
ในการเลือกซื้อสายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) สำหรับงานวางระบบเครือข่าย คำถามยอดฮิตที่ช่างและผู้ใช้งานมักสงสัยคือ Single-mode กับ Multi-mode แตกต่างกันอย่างไร? และควรเลือกแบบไหนถึงจะคุ้มค่าและเหมาะกับหน้างานที่สุด บทความนี้เราสรุปความแตกต่างมาให้อ่านกันแบบเข้าใจง่ายครับ
1. ขนาดแกนไฟเบอร์ (Core Size)
- Single-mode: มีขนาดแกนกลางเล็กมาก ประมาณ 9 ไมครอน (µm) ทำให้แสงวิ่งพุ่งตรงไปข้างหน้าเป็นเส้นตรงเส้นเดียว
- Multi-mode: มีขนาดแกนกลางใหญ่กว่า ประมาณ 50 หรือ 62.5 ไมครอน (µm) ทำให้แสงสามารถสะท้อนผนังแกนและเดินทางผ่านไปหลายมุมพร้อมกันได้
2. ระยะทางในการส่งสัญญาณ (Distance)
- Single-mode: เกิดมาเพื่องานระยะไกล สามารถส่งสัญญาณได้ตั้งแต่หลักร้อยเมตร ไปจนถึงหลายสิบหรือหลายร้อยกิโลเมตร
- Multi-mode: เหมาะสำหรับงานระยะสั้น (โดยทั่วไปรองรับระยะทางประมาณ 300 - 550 เมตร)
3. แหล่งกำเนิดแสง (Light Source)
- Single-mode: ใช้แสงเลเซอร์ (Laser) ที่มีความเข้มสูงในการยิงสัญญาณ
- Multi-mode: ใช้แสง LED หรือเลเซอร์ความเร็วสูงเฉพาะจุด (VCSEL)
4. ความเร็วและแบนด์วิธ (Bandwidth)
- Single-mode: รองรับปริมาณข้อมูลมหาศาลในระยะทางไกลโดยไม่มีอาการคอขวด
- Multi-mode: รองรับแบนด์วิธสูงมากเช่นกัน (เช่น 10G, 40G, 100G) แต่จะถูกจำกัดระยะทางไม่ให้ไกลเกินกำหนด
5. การนำไปใช้งานจริง (Applications)
- Single-mode: เหมาะกับงานเดินสายนอกอาคาร (Outdoor), ลากสายพาดเสาไฟฟ้า, เดินข้ามอาคาร, และระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) ระยะไกล
- Multi-mode: เหมาะกับงานเดินสายภายในอาคาร (Indoor), เดินข้ามชั้นในตึกเดียวกัน, เชื่อมต่อตู้ Rack ในห้อง Server, และ Data Center
สรุปคำแนะนำ: เลือกแบบไหนดี?
หากคุณต้องเดินสายออกนอกอาคาร ข้ามตึก หรือระยะทางเกิน 300 เมตร แนะนำให้เลือกใช้ Single-mode ครับ แต่ถ้าเป็นการเดินสายภายในตึกเดียวกัน ในห้อง Server ที่เน้นความเร็วสูงแต่ระยะทางไม่ไกล การเลือกใช้ Multi-mode จะตอบโจทย์และคุ้มค่ากว่าครับ